กำ เ นิ ด แ ส ต ม ป์ ด ว ง แ ร ก ข อ ง โ ล ก
แต่ก่อนการส่งจดหมายไปมาถึงกัน ยังไม่มีระบบฝากส่งที่ดีเช่นในปัจจุบัน
ประเทศอังกฤษได้นำเอาแบบอย่างการไปรษณีย์ฝรั่งเศสมาดำเนินการประยุกต์ใช้
แต่ปรากฏว่าไม่ประสบผลดีเท่าที่ควรและขาดทุน เนื่องจากในระยะเริ่มต้นนั้น
ผู้ส่งจดหมายไม่ต้องเสียค่าฝากส่ง บุรุษไปรษณีย์จะนำจดหมายไปส่งให้กับผู้รับและเรียกเก็บเงินจากผู้รับ
จึงมีผู้หลีกเลี่ยงไม่ยอมจ่ายเงินค่ารับจดหมายเป็นจำนวนมาก
ปี
พ.ศ.2379 นายโรว์แลนด์ ฮิลล์ ( Rowland
Hill ) ชาวอังกฤษ ได้เสนอวิธีคิดค่าธรรมเนียมในการฝากส่ง
โดยให้ถือน้ำหนักเป็นเกณฑ์ และกำหนดให้มีมาตรฐานต่อจดหมาย 1
ฉบับ ต่อ 1 เพนนี นอกจากนี้ได้เสนอให้มีการจัดพิมพ์ตราไปรษณียากร
หรือแสตมป์ ( Postage Stamp ) สำหรับให้ผู้ใช้บริการซื้อไว้เพื่อปิดผนึกบนห่อซองจดหมาย
ณ บริเวณมุมบนด้านขวามือ เพื่อแสดงให้ทราบว่าจดหมายฉบับนั้นได้ชำระค่าธรรมเนียมแล้ว
ข้อเสนอของนายโรว์แลนด์ ฮิลล์ ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอังกฤษ
ประเทศอังกฤษจึงเป็นประเทศแรกที่ได้ปฏิรูปการไปรษณีย์เสียใหม่
โดยให้ผู้ฝากส่งเป็นผู้ชำระค่าจดหมายล่วงหน้า และแสตมป์ดวงแรกก็ได้อุบัติขึ้น
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2383
แสตมป์ชนิดราคา 1 เพนนีสีดำ มีพระบรมฉายาลักษณ์ผินพระพักตร์ข้างของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย
กษัตริย์อังกฤษในสมัยนั้น นักสะสมจึงเรียกกันทั่วไปว่า ชุด "เพนนีแบล็ค"
( PENNY BLACK ) แสตมป์ชุดแรกของโลกมีข้อสังเกตได้ว่าแตกต่างจากแสตมป์ชุดอื่นๆ
3 ประการ คือ ไม่มีชื่อประเทศ ไม่มีกาวด้านหลัง และไม่มีฟันแสตมป์
ด้วยจำนวนดวงในแผ่นมีทั้งสิ้น 240 ดวง เมื่อจะใช้ต้องใช้กรรไกรตัดออกมา
ทำให้แสตมป์มีขอบเรียบทั้ง 4 ด้าน
สำหรับนายโรว์แลนด์ ฮิลล์ ผู้ทำความดีแก่การไปรษณีย์อังกฤษอย่างเอนกอนันต์
ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายโรว์แลนด์
ฮิลล์ ให้เป็นขุนนางชั้นบาธ ( BATH ) ตำแหน่ง เซอร์
โรว์แลนด์ ฮิลล์ ( Sir Rowland Hill )
ป
ร ะ วั ติ ก า ร ไ ป ร ษ ณี ย์ แ ล ะ แ ส ต ม ป์ ไ ท ย
นับย้อนหลังไปประมาณ
100 ปี การส่งข่าวสารเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะการคมนาคมยังไม่สะดวก
การติดต่อระหว่างเมือง ประชาชนต้องฝากข่าวสารไปกับผู้เดินทาง
ซึ่งทำให้เสียเวลาและล่าช้ามาก ต่อมาประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น
จึงมีการจัดตั้งสถานกงสุลขึ้นในกรุงเทพ ฯ สถานกงสุลอังกฤษได้ริเริ่มการไปรษณีย์กับต่างประเทศในปี
พ.ศ. 2418 โดยการรับฝากจดหมาย หรือหนังสือจากประเทศไทย ไปยังที่ทำการไปรษณีย์ที่ประเทศสิงคโปร์
เพื่อส่งไปยังจุดหมายปลายทาง โดยใช้ตราไปรษณีย์ ซึ่งนำมาจากสิงคโปร์
พิมพ์อักษรคำว่า B ลงบนตราไปรษณียากรนั้น
แทนคำว่า BANGKOK ผนึกทับบนจดหมาย หรือหนังสือเพื่อฝากส่งไปกับเรือพาณิชย์
แต่กิจการดังกล่าวได้ยกเลิกไปเมื่อเริ่มมีบริการไปรษณีย์ของสยามอย่างเป็นทางการ

ในระยะเดียวกับที่สถานกงสุลอังกฤษริเริ่มการไปรษณีย์กับต่างประเทศนั้น
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
กับเจ้านายกลุ่มหนึ่ง ได้ร่วมกันออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ "ข่าวราชการ"
( COURT ) ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจมาก
จึงทำให้ต้องมีคนเดินส่งหนังสือแก่สมาชิกทุกเช้า ดังนั้นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จึงได้ทรงจัดพิมพ์
" ตั๋วแสตมป์ " เพื่อใช้เป็นค่าบริการส่งหนังสือพิมพ์
ซึ่งต่อมาแสตมป์ได้ขยายไปถึง การเดินส่งจดหมายแก่สมาชิกด้วย
โดยตั๋วแสตมป์ 1 ดวง แทนราคา 1 อัฐ แต่ตั๋วแสตมป์ดังกล่าวไม่มีตัวอักษร
หรือเลขหมายบอกราคาไว้
ประมาณปี พ.ศ.2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราช
ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ให้ทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้น
เพื่อเป็นประโยชน์แก่ข้าราชการและราษฎร ซึ่งต้องกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงทรงส่งเจ้าหมื่นเสมอใจราชไปดูงานด้านไปรษณีย์ที่ประเทศจีนและสิงคโปร์
แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ผู้ทรงมีประสบการณ์ด้านไปรษณีย์
เตรียมการจัดตั้งกิจการไปรษณีย์ตามอย่างในต่างประเทศ

การตระเตรียมการเพื่อก่อตั้งกิจการไปรษณีย์ได้เตรียมการล่วงหน้า
2 ปี สำหรับงานภายในได้มีการร่างประกาศเรื่องการไปรษณีย์และข้อบังคับต่างๆ
กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม จัดทำตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ไว้ใช้งาน
จัดเตรียมสถานที่ตั้งที่ทำการไปรษณีย์ โดยกำหนดให้ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
บริเวณเหนือปากคลองโอ่งอ่าง เป็นที่ทำการของกรมไปรษณีย์ เรียกว่า
" ไปรษณียาคาร " หรือสะกดตามอักษรในสมัยรัชกาลที่
5 ว่า " ไปรสะนียาคาร "
เมื่อเวลาล่วงลุถึงวันเสาร์ขึ้น 1 ค่ำ เดือนเก้า
ปีมะแม เบญจศก จุลศักราช 1245 ตรงกับวันที่ 4 สิงหาคม
พ.ศ.2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนากิจการไปรษณีย์
นับเป็นครั้งแรกในบ้านเมืองเราที่ราษฎรสามารถส่งข่าวสารได้อย่างมีระบบและสะดวกสบาย
แสตมป์ชุดแรกของไทย " ชุดโสฬศ
" ประกอบด้วยราคา 1 โสฬศ ,1 อัฐ ,1 เสี้ยว ,ซีกหนึ่ง ,สลึงหนึ่ง
และ เฟื้องหนึ่ง จัดพิมพ์ที่บริษัท Waterlow and Sons Ltd. ประเทศอังกฤษ
จำนวนพิมพ์ชนิดราคาละ 5 แสนดวง เริ่มนำออกใช้วันที่ 4 สิงหาคม
พ.ศ.2426 ในวันนั้นเนื่องจากแสตมป์ราคาเฟื้องหนึ่งส่งมาไม่ทัน
กรมไปรษณีย์จึงงดใช้และนำมาจำหน่ายเพื่อการสะสมภายหลัง
แสตมป์ชุดโสฬศ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผินพระพักตร์เบื้องซ้ายภายในวงกรอบรูปไข่ ตัวหนังสือและตัวเลขใช้อักษรและเลขไทยล้วน
ด้านหลังไม่มีกาวและไม่มีลายน้ำ
ป
ร ะ วั ติ ก า ร ส ะ ส ม แ ส ต ม ป์
เมื่อแสตมป์ชุดแรกของโลก "เพนนี
แบล็ค" ( PENNY BLACK ) ออกจำหน่ายแล้ว
ประเทศต่างๆจึงได้จัดพิมพ์แสตมป์ออกมาใช้ในกิจการไปรษณีย์ของตนบ้าง
หลังจากแสตมป์ดวงแรกออกจำหน่ายได้ประมาณ
2 ปี มีผู้พบเห็นประกาศแจ้งความในหนังสือพิมพ์ "Time
of London" ในเช้าวันหนึ่งว่า ต้องการรับซื้อแสตมป์ใช้แล้วจำนวนมาก
สุภาพสตรีผู้ลงประกาศท่านนีร้เป็นครู เธอต้องการนำแสตมป์ดังกล่าวไปประดับฝาผนังเคหสถานของเธอ
ต่อจากนั้นอีก 10 ปี ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ครูท่านหนึ่งได้ให้ลูกศิษย์หาแสตมป์ใช้แล้วมา
เพื่อประกอบการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ โดยเธอให้เด็กๆค้นหาว่าแสตมป์ที่นำมาเป็นของประเทศใด
และประเทศนั้นอยู่บริเวณใดของแผนที่โลก
การใช้แสตมป์เป็นสื่อการสอน ทำให้เด็กได้รับความรู้และสนุกสนาน
หลังจากนั้นเป็นต้นมา การสะสมจึงพัฒนาก้าวหน้าขึ้น มีการนำมาเก็บใส่อัลบั้ม
สำหรับการสะสมในบ้านเรานั้น ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับแสตมป์ชุดแรกของประเทศไทย
โดยชาวต่างประเทศที่เข้ามารับราชการและติดต่อค้าขายเป็นผู้เริ่มต้นสะสมก่อน
ภายหลังจึงมีการสะสมกันในหมู่ชาวไทย
เพราะว่าแสตมป์เป็นสิ่งที่หาง่าย ราคาไม่แพง มีความสวยงามแตกต่างกันออกไป
จึงทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเพลิดเพลิน เบิกบานใจ และได้รับความรู้
หากค้นคว้าถึงที่มาของภาพที่ปรากฏอยู่บนดวงแสตมป์ |